นักวิจัยพบว่าฝุ่น PM 2.5 มีความเชื่อมโยงกับโรคอัลไซเมอร์

 

หากเราอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างยามเช้า
เราอาจจะบอกไม่ได้แล้วว่าทิวทัศน์พร่ามัวนั้นเป็นผลมาจากหมอกหรือฝุ่นกันแน่
ซึ่งฝุ่นที่ได้รับความสนใจกันในตอนนี้คงหนีไม่พ้น ฝุ่น PM 2.5

 

คำว่า PM 2.5 นั้นมีที่มาอย่างไร? และเกิดขึ้นได้อย่างไร?

“PM” นั้นย่อมาจาก Particulate Matter ซึ่งเป็นอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กแขวนลอยในอากาศ ส่วนตัวเลข 2.5 คือเส้นผ่านศูนย์กลางของอนุภาคซึ่งเท่ากับ 2.5 ไมครอน (เล็กกว่าความหนาเส้นผมราว 30 เท่า) แหล่งกำเนิดฝุ่นเหล่านี้คือ ท่อไอเสียยานพาหนะ ปล่องโรงงาน การก่อสร้าง ควันบุหรี่ ไฟป่า หรือกระทั่งภูเขาไฟระเบิด เนื่องจากฝุ่นเหล่านี้มีขนาดเล็กและแขวนลอยในอากาศได้นานจึงถูกลมพัดมาไปที่อื่นๆได้ด้วย

ฝุ่นสามารถจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินหายใจ ดังนั้นเราอาจได้รับฝุ่นนี้ในปริมาณมากหากอาศัยในเมืองใหญ่ที่อากาศเต็มไปด้วยมลภาวะ ปัญหาจริงๆคือ ฝุ่น PM 2.5 มีขนาดเล็กมากจนขนจมูกดักจับไม่ได้ ทำให้ฝุ่นเหล่านี้เล็ดลอดเข้าไปยังปอดและระบบหมุนเวียนโลหิตผ่านไปยังระบบอื่นๆของร่างกายได้  ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอย่างหอบหืดหรือภูมิแพ้อาจอาการกำเริบเมื่อได้รับ ฝุ่น PM 2.5 มากพอ

 

 

ล่าสุด เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2019 มีงานวิจัยชี้ว่า ฝุ่น PM 2.5 เกี่ยวข้องกับโรคสมองฝ่อ รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์และความจำเสื่อมด้วย! นักวิจัยศึกษาหญิงในช่วงอายุ 73 – 87 ปีจำนวน 998 คนโดยการสแกนสมองและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในบริเวณที่กลุ่มตัวอย่างอาศัยอยู่เพื่อใช้ประมาณการว่าแต่ละคนได้รับ PM 2.5 มากน้อยแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้ทำให้นักวิจัยพบความสัมพันธ์ระหว่างมลภาวะที่ได้รับความเปลี่ยนแปลงของสมองและความจำ ซึ่งสรุปได้ว่า การได้รับ PM 2.5 เป็นเวลานานกระทบต่อสมองและความจำอีก รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของอัลไซเมอร์ได้

การที่ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลต่อสมองอาจเป็นเพราะมันสามารถไหลเวียนไปตามกระแสเลือดและเข้าสู่สมองไปกระตุ้นการเกิดอะไมลอยด์พลัค (Amyloid Plaques) ซึ่งเป็นสารที่เมื่อสะสมในสมองมากถึงจุดหนึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการของโรคอัลไซเมอร์ได้ ไม่เพียงแต่อัลไซเมอร์เท่านั้นยังมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ของการได้รับ PM 2.5 กับโรคทางสมองและระบบประสาทอื่นๆด้วย

 

 

ดังนั้น หากเราอาศัยในเมืองที่มีมลภาวะสูงและเสี่ยงที่จะได้รับฝุ่นนี้ สิ่งที่ทำได้ไวที่สุด (แม้จะไม่ใช่การแก้ที่ต้นเหตุหรือยั่งยืนนัก) คือการป้องกันตัวเองใช้หน้ากากกันฝุ่นที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้รวมทั้งการใช้เครื่องฟอกอากาศและ *อย่าลืมเตือนให้ทุกคนสวมหน้ากากก่อนออกจากบ้านในวันที่ค่าฝุ่นสูงเกินมาตรฐาน* ส่วนการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุน่าจะเป็นลดงานก่อสร้างในช่วงที่ฝุ่นมีค่าสูง เข้มงวดกับการปล่อยมลภาวะของโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งการพยายามสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะในเมืองใหญ่ให้มากที่สุด ด้วยการเพิ่มคุณภาพของรถเมล์ ให้น่าใช้ ปลอดภัยและไม่ปล่อยควันดำ นั่นเอง

 

บทความโดย  อาจวรงค์  จันทมาศ
เรียบเรียง : ส่วนยุทธศาสตร์การเกษตร – สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสาคร
ที่มา : https://www.enjoy-science.org/Th/portfolio-item/pm25_linked_brain/