แล้งนี้! พด.แนะวิธีการจัดการน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งเดินหน้าใช้กลไกการบริหารจัดการน้ำ ให้ทุกหน่วยงานเร่งถ่ายทอดความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำ การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรให้อยู่รอดได้ในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งสามารถทำเองได้แบบไม่ยุ่งยาก

เมื่อวันที่ 12 มี.ค.62 นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษฎา บุญราช ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญเรื่องการบริหารจัดการน้ำในภาคการเกษตร ซึ่งน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ใช้ในการเพาะปลูก เพราะว่าฤดูแล้งปีนี้มาเร็วกว่าปกติและมีแนวโน้มว่าจะมีระยะเวลาที่ยาวนาน อาจจะทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการเกษตร และส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร จึงมีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งกันรณรงค์ให้ความรู้และแนะนำเกษตรกรถึงมาตรการบริหารจัดการน้ำ การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด มีการปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้นด้วยการเติมอินทรียวัตถุต่างๆ ลงในดิน

นอกจากนี้ ควรใช้วัสดุชนิดต่างๆ ในการคลุมดินเพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นด้วย เช่น การใช้พลาสติกคลุมดิน ฟางข้าว หญ้าแห้ง ใบหญ้าแฝก เป็นต้น โดยให้คลุมบริเวณทรงพุ่มจะช่วยรักษาความชื้นได้ยาวนานยิ่งขึ้น ในพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้งฝนตกน้อยเกษตรกรที่ปลูกพืชควรมีการขุดบ่อน้ำประจำไร่นา สำหรับเก็บกักน้ำไว้ใช้เองเพื่อใช้ดูแลรักษาให้ต้นพืชเจริญเติบโตสามารถผ่านพ้นช่วงที่แห้งแล้งไปได้ โดยควรมีการให้น้ำเท่าที่พืชต้องการและเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช ทั้งนี้การให้น้ำแบบประหยัดยังทำให้สามารถเพิ่มพื้นที่ให้น้ำได้มากขึ้นด้วย นอกจากนั้นกรมพัฒนาที่ดินยังส่งเสริมให้น้อมนำแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การทำเกษตรทฤษฎีใหม่หรือการทำเกษตรผสมผสาน นำมาปรับใช้ในพื้นที่การเกษตร โดยเกษตรกรต้องมีความสมัครใจ และมั่งมั่น ก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้

ดั่งเช่น “นายมานพ นกอิ่ม” บ้านเลขที่ 266/17 หมู่ที่ 10 บ้านคลองยายสร้อย ต.ทุ่งพระยา อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ที่ได้น้อมนำและดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยทำการเกษตรผสมผสาน ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำในไร่นาที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ ทำการปลูกพืชผักชนิดต่างๆ ตามความต้องการของตลาด สำหรับขายสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวมากกว่าสองบาทต่อเดือน

ซึ่ง นายมานพ นกอิ่ม ได้เล่าว่า มีพื้นที่ทำการเกษตรอยู่ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน จำนวน 50 ไร่ สภาพพื้นที่เป็นลักษณะดินร่วนเหนียวปนกรวด สามารถเก็บกักน้ำได้ดี ทีแรกตั้งใจว่าจะทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริแต่เนื่องจากพื้นที่ไม่เหมาะสมที่จะทำนาปลูกข้าว จึงได้เปลี่ยนใจมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน แบ่งพื้นที่เป็นส่วนๆ ทำการปลูกต้นยางพารา จำนวน 30 ไร่ ปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 14 ไร่ ปลูกไม้ผล เช่น ลำไย ขนุน มะม่วง มะปราง และพืชผักชนิดต่างๆ จำนวน 6 ไร่ เมื่อปี 2557 กรมพัฒนาที่ดินได้มาขุดสระน้ำขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร โดยมีส่วนร่วมเสียค่าใช้จ่ายสมทบในการขุดสระน้ำ เป็นเงิน 2,500 บาท ซึ่งในสระน้ำก็เลี้ยงปลานิลเพื่อเป็นอาหารบริโภคในครอบครัว และได้ปลูกหญ้าแฝกรอบสระน้ำจำนวน 4 แถว เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน และช่วยกรองเศษตะกอนดินไม่ให้ตกลงในสระน้ำ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาให้คำปรึกษาให้กำลังใจตลอดจนคำแนะนำต่างๆ ที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วิธีการดูแลรักษาสระน้ำเพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำได้ดี การดูแลรักษาต้นหญ้าแฝกที่ปลูกรอบสระน้ำ รวมทั้งการให้องค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่งซุปเปอร์ พด. ชนิดต่าง ๆ เช่น การใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ทำปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต การใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ทำน้ำหมักชีวภาพ เพื่อบำรุงต้นพืชให้เจริญเติบโต การใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ช่วยป้องกันโรครากเน่า โคนเน่าในพืชผัก สารเร่งซุปเปอร์พด.7 สำหรับทำสารขับไล่แมลงศัตรูพืช ซึ่งวิธีการและขั้นตอนการทำต่างๆ นั้นก็ไม่ยุ่งยาก โดยทำตามสูตรสำเร็จที่กรมพัฒนาที่ดินแนะนำมาซึ่งก็ใช้ได้ผลดีสำหรับการปลูกพืชผักชนิดต่างๆ ที่สำคัญช่วงหน้าแล้งต้องรู้จักปรับตัวไม่ปลูกพืชเศรษฐกิจที่ใช้น้ำมาก แต่ควรรู้จักการปลูกพืชผักอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อยสำหรับขายเพื่อสร้างรายได้ และต้องรู้วิธีการคลุมพื้นดินด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินให้กับต้นพืชที่ปลูก ทำให้ได้ผลผลิตเก็บเกี่ยวไปขายเพื่อสร้างรายได้ ทำให้ครอบครัวไม่ต้องเดือดร้อน

ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมาในช่วงหน้าแล้งทุกปี ได้ใช้ประโยชน์จากสระน้ำที่ขุดไว้และใช้น้ำอย่างประหยัดมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอในการทำเกษตรผสมผสานตลอดฤดูแล้ง และได้ทำการคลุมดินด้วยเศษใบไม้ เศษหญ้า ใบหญ้าแฝก เปลือกถั่วลิสง เปลือกมันสำปะหลัง เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดิน ทำการเกษตรผสมผสานโดยปลูกพืชผักชนิดต่างๆ ที่มีความหลากหลายชนิด ได้แก่ ปลูกพริก มะนาว บวบหอม มะเขือ บวบงู แตงกวา ถั่วฝักยาว ฟักทอง น้ำเต้า และจะปลูกพืชผักชนิดอื่นๆ หมุนเวียนกันไปตามความต้องการตลาด โดยมีพ่อค้าแม่ค้าขาประจำที่จะนำรถยนต์มารับซื้อถึงแปลงปลูกผัก อีกส่วนหนึ่งเก็บไปขายเองยังตลาดสดในชุมชน สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวถึงเดือนละ 25,000 บาท ทำให้ครอบครัวไม่ลำบากไม่ต้องมีหนี้สินต่างๆ

“ดังนั้น จึงขอแนะนำและให้กำลังใจแก่พี่น้องเกษตรกรให้พลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องการทำเกษตรทฤษฎีใหม่หรือการทำเกษตรผสมผสาน นำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต แต่ขอให้มีความขยัน ต้องรู้จักอดทน และตั้งใจที่จะทำจริงๆ ก็จะประสบผลสำเร็จได้”นายมานพ กล่าว

หากท่านใดต้องการเข้ามาศึกษาดูงานในแปลงปลูกผักสามารถติดต่อได้ที่ นายมานพ นกอิ่ม ที่อยู่ 266/17 หมู่ที่ 10 ต.ทุ่งพระยา อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ 08 9545 5109 หรือสามารถติดต่อผ่านสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา โทร. 0 3853 1200

ที่มา : สยามรัฐออนไลน์ (13 มีนาคม 2562 00:52)