เกษตรชักแถวทวงสัญญา“รัฐบาลใหม่”

“พรรคใดจะสามารถตั้งรัฐบาลได้” คำถามนี้ดูแล้วเหมือนจะตอบง่าย แต่พอจะตอบจริงก็ดูยาก หลายคนยังดูไม่ออกกับ“อนาคตของประเทศไทย”  แล้ว “อนาคตทิศทางสินค้าเกษตรไทย” จะเป็นอย่างไรในเมื่อว่าที่รัฐบาลใหม่ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่าจะประกาศผลรับรองอย่างเป็นทางการได้วันที่ 9 พ.ค.นี้ (ต่างจากในอดีตที่เทคโนโลยีล้าหลังกว่านี้ แต่ผลก็รู้ทันทีในช่วงข้ามคืน) “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษผู้นำเกษตรกรในแต่ละด้านทั้งภาพรวมและรายชนิดสินค้า

ถอดปริศนายังไม่ออกว่าพรรคใดจะเป็นรัฐบาล

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์  ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ  กล่าวว่า เมื่อผ่านการเลือกตั้งแล้วเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมาในเวลานี้เห็นมี 2 ขั้วพรรคที่มีแนวโน้มในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ยังไม่สามารถวิเคราะห์ชัดเจนได้แล้วในแต่ละพรรคต่างก็มีนโยบายเกษตรมีมากทั้ง “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคประชารัฐ” ในขณะนี้ก็ยังคงติดตามอย่างใกล้ชิดให้รู้แน่นอนว่าเป็นพรรคไหน แล้วนายกรัฐมนตรีเป็นใคร จะรีบเร่งดำเนินการเพื่อขอเข้าพบแล้วคุยในเรื่องนโยบายที่ได้แถลงเอาไว้ ซึ่งสภาเกษตรกรฯจะเข้าไปช่วยไปดูแลในเรื่องนี้ เราทำงานไม่ได้เลือกขั้ว จะเป็นพันธมิตรกับพรรคทุกพรรคแล้วให้ความร่วมมือกับทุกพรรคเพื่อดำเนินแผนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติแผนแม่บท 20 ปี นี่คือหลักการทำงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

โชว์ “ชาวนา”รายได้มั่นคง ดันนโยบายแผนข้าวครบวงจรต่อยอด

นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย  กล่าวว่า ไม่รู้ว่าพรรคใดจะได้จัดตั้งเป็นรัฐบาล แต่สมาคมก็ยังยืนยันหลักการเดิม ก็คือ นโยบายแผนข้าวครบวงจร “การตลาดนำการผลิต” ที่เดินควบคู่ 4 ปีที่ผ่านมา มีทิศทางและสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพชาวนา ดังนั้นก็อยากให้รัฐบาลชุดใหม่มาต่อยอดนโยบายนี้ ควบคู่มาตรการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว  พ่วงจำนำโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีจะต้องคงอยู่

 

“ยางพารา” อนาคตยังมืดมน ส่อบ้านเมืองวุ่นวาย

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์  ประธานสภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยยท.) กล่าวว่า ผมมองแล้วเหมือนเดิมแก้ปัญหาไม่ได้ สิ่งที่จะได้คราวนี้จะเอื้อกับกลุ่มทุนมากกว่า ไม่ได้เอื้อเกษตรรายย่อย เรียกว่า “ผลต่างตอบแทน” จะยิ่งให้สถานการณ์หนักเข้าไปใหญ่เลย บ้านเมืองจะวุ่นวาย คนแพ้ก็ไม่ยอม ผมสงสัยว่าบัตรเกินมาได้อย่างไร จึงเป็นที่มาต่างคนต่างไม่ยอม คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือ “คนหาเช้ากินค่ำ” กับ “เกษตรกร” ที่จะเดือดร้อน เพราะบ้านเมืองวุ่นวายจะไม่มีเวลามาบริหารเศรษฐกิจ คาดว่าจะทะเลาะกันไปมา แล้วยิ่งมีความวุ่นวายก็เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ยังคงกอดเก้าอี้ไม่ปล่อย ทำให้อยํู่ในสถานการณ์เรียกว่าเข้าทางเป็นใจให้มีความชอบธรรมสามารถอยู่ยาว 1-2 ปี

“กกต.คราวนี้ใช้เงินสูงมากเป็นประวัติศาสตร์ แล้วไม่น่าเชื่อถือเลย หมดสิ้นเลย ผมว่ายิ่งกว่าเลวร้ายอีก เพราะประเทศไทยแทนที่จะเดินไปข้างหน้า แต่กลับถอยหลัง ในยุคที่โซเซียลมี่เดียที่มีกระแสแรงยังกล้าที่จะทำอีก ซึ่งในยุคนี่จะต้องรายงานสดแบบนาทีต่อนาที เพราะหน่วยหนึ่ง ไม่ถึง 1 พันคะแนนนับเสร็จก็ใช้แอพลิเคชั่นไลน์ส่งผลไปให้ที่ กกต.จังหวัดเลย จากนั้นก็ส่งต่อให้ กกต.ส่วนกลาง ซึ่งไม่ยากเลย เมื่อประเมินเหตุการณ์แล้วยิ่งกว่าไฟดับสมัยก่อนนะ เพราะดับแป๊บเดียว แล้วเอาบัตรเสียแทนลงไป แต่เหตุการณ์แบบบนี้ยิ่งกว่า ต่อไปใครจะเชื่อถือองค์กรอิสระ จะส่งผลให้บ้านเมืองยิ่งแตกแยกไม่ปรองดองกันแล้ว”

พรรคไหนก็ได้ 2 ขั้วยินดีปลดล็อคประมง

นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า ยังไม่รู้เลยว่าพรรคไหนจะมาเป็นรัฐบาล ที่เห็นในขณะนี้ต่างฝ่ายต่างจะจัดตั้งรัฐบาล แต่เชื่อว่าไม่ว่าพรรคไหนจัดตั้งรัฐบาลได้ก็มองว่าเป็นประโยชน์เพราะแต่ละพรรคก็มีนโยบาลประมงที่เด่นชัด เมื่อเข้ามาแล้วพร้อมที่จะแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับชาวประมง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมองพรรคไหนก็ได้

ตีตื้นโค้งสุดท้าย ชูราคาปาล์ม 5 บาท/กก.

นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานชมรมคนปลูกปาล์มน้ำมัน จ.กระบี่ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าในช่วงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งนั้น พรรคประชารัฐให้คำมั่นสัญญากับคนภาคใต้ว่าหากได้กลับมารัฐบาลจะมีการอนุมัติเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านให้สร้างถนน สร้างสะพาน เป็นรายหมู่บ้าน แล้วนอกจากนี้จะให้ราคาปาล์ม 5 บาทต่อกิโลกรัม และยางพารา 65 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นเมื่อคนฝากความฝันไว้ แล้วกลับมาเป็นรัฐบาลก็จะต้องไปทวงคำสัญญา แต่ส่วนตัวไม่เชื่อ เพราะคิดว่าขณะปัจจุบันเป็นรัฐบาลยังทำไม่ได้ แล้วกลับมาใหม่จะทำได้อย่างไร ดังนั้นอยากให้รัฐบาลประกาศใช้บี 100 เติมรถช่วยเกษตรกรไทย จะส่งผลทำให้ราคาผลปาล์มขยับขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ถ้ามาใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศเหมือนที่ผ่านมาชาวสวนปาล์มเองก็ไม่ได้รู้สึกยินดีเลย กลับรู้สึกอึดอัดใจมากกว่า

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ (26/03/62)