เมื่อบรูไนชวนคนไทยไปทำนา ‘Kandol’ โครงการเพาะปลูกข้าวบรูไนของเกษตรไทย

‘Kandol’ โครงการเพาะปลูกข้าวบรูไน ของภาคเกษตรไทย

คนบรูไน ปลูกข้าวได้เพียง 4.5% ของปริมาณที่บริโภคเท่านั้น จึงต้องชวนคนไทยไปปลูก โดยตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มผลผลิตข้าวให้ถึงร้อยละ 20 ในปี 2563 ในปัจจุบัน บรูไนนำเข้าข้าวจากทั้งจากไทยและกัมพูชา ซึ่งการนำเข้าข้าวจากไทยมีมานานกว่า 10 ปี และที่ผ่านมาภาคเอกชนผู้ส่งออกข้าวและหน่วยงานทางการเกษตรของไทยได้ให้ความช่วยเหลือ ด้านการเพาะปลูกข้าว การทำปศุสัตว์ โดยให้คำแนะนําเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าว การจัดการน้ำ และพัฒนาดินแก่บรูไน ซึ่งนับเป็นส่วนช่วยรักษาตลาดข้าวของไทยให้ยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคบรูไน ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นในภูมิภาค และแสดงถึงไมตรีจิตรในฐานะมิตรประเทศในอาเซียนที่จะส่งผลดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างบรูไนและไทยต่อไปในอนาคต

จากความช่วยเหลือที่ผ่านมา บรูไนจึงมีความประสงค์ที่จะร่วมมือกับไทยต่อไปเพื่อเพิ่มผลผลิตการเพาะปลูก โดยขณะนี้บรูไนได้จัดตั้งโครงการ Kandol ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการจำแนกพื้นที่การเกษตรที่เหมาะสมสำหรับการทำนาข้าวเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยจากการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยละเอียดเมื่อปี 2554 พบว่ามีพื้นที่เหมาะสมสำหรับการทำนาทั้งหมด 500 เฮกตาร์ เนื่องจากมีดินอุดมสมบูรณ์ มีลักษณะเป็นดินตะกอนอันเกิดจากการทับถมของจากแม่น้ำ 3 สาย มีระบบจัดส่งน้ำ ระบบไฟฟ้า และถนนตัดสู่ถนนใหญ่ในระยะทาง 10 กิโลเมตร

โครงการ Kandol ส่งเสริมให้นักลงทุนไทยไปเช่าพื้นที่ทำการเกษตร โดยเฉพาะการปลูก ข้าว ซึ่งทางรัฐบาลบรูไนต้องการส่งเสริมเพื่อความยั่งยืนด้านอาหารในประเทศ โครงการ Kandol เป็นหนึ่งในโครงการจำแนกพื้นที่การเกษตรที่เหมาะสมสำหรับการทำนาข้าวเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยจากการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยละเอียดเมื่อปี 2554 พบว่ามีพื้นที่เหมาะสมสำหรับการทำนาทั้งหมด 500 เฮกตาร์ เนื่องจากมีดินอุดมสมบูรณ์ มีลักษณะเป็นดินตะกอนอันเกิดจากการทับถมของจากแม่น้ำ 3 สาย มีระบบจัดส่งน้ำ ระบบไฟฟ้า และถนนตัดสู่ถนนใหญ่ในระยะทาง 10 กิโลเมตร โดยรัฐบาลบรูไนมีแผนลงทุนเตรียมพื้นที่ทั้งหมดจากเดิมซึ่งเป็นป่าไม้ให้เป็นที่ราบ ทำการก่อสร้างถนน รวมถึงระบบระบายน้ำและคันนา โดยมอบหมายให้บริษัท Darussalam Assets ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนของรัฐบาลบรูไนภายใต้กระทรวงการคลังและเศรษฐกิจ จัดตั้งบริษัทใหม่ชื่อ PaddyCo เพื่อพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าว และประสงค์จะแสวงหาพันธมิตรร่วมลงทุน (Technical Partner) เพื่อทําหน้าที่บริหารพื้นที่การเกษตรร่วมกับ Darussalam Assets ในการให้คําปรึกษาทางวิชาการ ออกแบบจัดเตรียมพื้นที่เพาะปลูก รวมถึงเพาะปลูกข้าวและผลิตข้าวให้มีปริมาณตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

– นาย Dato Ali Apong รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรพื้นฐานและการท่องเที่ยวบรูไน ได้เชิญชวนให้ภาคเอกชนไทยมาร่วมลงทุนในบรูไน โดยเฉพาะในด้านการเกษตรและการเพาะปลูกข้าว เนื่องจากบรูไนยังไม่มีความเชี่ยวชาญทางการเกษตร แต่ต้องการหาหุ้นส่วนที่มีศักยภาพ ซึ่งรัฐบาลบรูไนพร้อมจะให้สัมปทานที่ดินกับบริษัทที่สนใจ โดยเอกชนสามารถร่วมหุ้นกับ Darussalam Assets เพื่อทำการปลูกข้าว ซึ่งหากมีภาคเอกชนไทยที่สนใจจะลงทุนด้านการเกษตรในพื้นที่โครงการ ทางบรูไนก็ยินดีที่จะสนับสนุนเพื่อสร้างความร่วมมือต่อไป

– ทางด้านนาย Abdul Manaf Metussin รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังและเศรษฐกิจบรูไน แจ้งว่า ปัจจุบัน มีบริษัทเอกชนจากเวียดนามและกัมพูชาให้ความสนใจในโครงการดังกล่าว แต่เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศชั้นนําทางการเกษตรและมีความชํานาญ ตลอดจนมีความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกันและไทยก็ให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรหลายด้าน จึงประสงค์ที่จะเชื้อเชิญผู้ประกอบการทางการเกษตรไทยเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการข้างต้น

 

ที่มา : bangkokbanksme.com